การปกครองอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีการปกครอง 2 รูปแบบ คือ
การปกครองทางตรง คือ เมืองแม่จะส่งผู้สำเร็จราชการมาปกครองโดยตรง
การปกครองทางอ้อม คือ เมืองแม่ยอมให้เจ้าเมืองปกครองตนเองได้ แต่ต้องมีที่ปรึกษา ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการที่เมืองแม่ส่งมา
การปกครอง ทั้ง 2 รูปแบบ เมืองแม่จะบังคับให้ชาวอาณานิคม ปฏิบัติตนภายใต้กฎหมายและการปกครองเดียวกัน และในบางเขตก็จะถูกรวมเป็นเขตเดียวกัน เพื่อสะดวกในหารปกครอง เช่น ฝรั่งเศสได้รวมเขตอาณานิคมของตน คือ เวียดนาม ลาว เขมร แล้วเรียกว่า อินโดจีน อังกฤษปกครองพม่า โดยรวมเป็นสวนหนึ่งของอินเดีย โดยอยู่ภายใต้การปกครองของผู้สำเร็จราชการของอินเดีย เป็นต้น การปกครองของเมืองแม่ และการยอมรับอารยธรรมตะวันตก ทำให้คนในภูมิภาคนี้เริ่มสำนึกถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ขาดอิสรภาพ และต้องยุติการทำสงครามกันเอง เกิดสำนึกในความเป็นชาติ รักพวกพ้องและรู้สึกในชาตินิยม ไม่ต้องการอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตกอีกต่อไป
1. การปกครองอินโดจีนของฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสปกครองเวียดนามโดยแบ่งการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. แคว้นโคชินไชนา มีข้าหลวงฝรั่งเศสปกครองโดยตรง เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
2. แคว้นตังเกี๋ย ปกครองแบบรัฐอารักขา มีจักรพรรดิเวียดนามปกครอง มีศูนย์กลางที่เมืองเว้ มีที่ปรึกษาเป็นชาวฝรั่งเศส
3. แคว้นอันนัม ปกครองแบบรัฐอารักขา ในพ.ศ. 2430 ฝรั่งเศสได้รวมเวียดนาม
เขมร ลาว เข้าด้วยกัน เรียกว่า สหภาพอินโดจีน โดยให้แต่ละประเทศมีรัฐบาลของตนเอง แต่ต้องขึ้นตรงต่อข้าหลวงฝรั่งเศสประจำฮานอย และรับผิดชอบตามนโยบายของกระทรวงอาณานิคมของฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสต้องการให้ชาวอาณานิคมเรียนรู้การปกครองตนเอง อำนาจในการปกครองจึงขึ้นอยู่กับข้าหลวงโดยตรง ตำแหน่งสำคัญในราชการล้วนเป็นชาวฝรั่งเศสทั้งสิ้น ชาวอาณานิคมมีส่วนร่วมในการบริหารราชการน้อยมาก เป็นเหตุให้เกิดขบวนการชาตินิยม ทำการต่อต้านฝรั่งเศสอย่างรุนแรง
2. การปกครองอินโดนีเซียของฮอลันดา
ฮอลันดาใช้การปกครองทางอ้อม กล่าวคือ มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมือง
ปัตตาเวีย ฮอลันดาต้องการสร้างจักรวรรดิทางการค้าในภูมิภาคนี้ ในด้านการปกครองมีข้าหลวงใหญ่เป็นที่ปรึกษา อินโดนีเซียจึงมีฐานะเป็นเมืองในอารักขาของฮอลันดา ชาวอินโดนีเซียเกิดความรู้สึกชาตินิยม และทำการเรียกร้องเอกราชภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวฮอลันดาจึงเปิดโอกาสให้ชาวอินโดนีเซียได้มีส่วนร่วมในการเข้ารับราชการในตำแหน่งต่างๆ ได้ตั้ง สภาประชาชน ซึ่งมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ของชาวพื้นเมืองครึ่งหนึ่งและจากการแต่งตั้งของข้าหลวงอีกครึ่งหนึ่ง แต่ขบวนการชาตินิยมอินโดนีเซียก็ยังคงทำการเรียกร้องเอกราชต่อไป
3. การปกครองอาณานิคมในฟิลิปปินส์
สเปนปกครองฟิลิปปินส์ นาน ถึง 300 ปี สเปนนำขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของตนเข้ามาเผยแพร่ไว้มาก ทางด้านการปกครอง ได้นำระบบศักดินาของสเปนมาใช้ เรียกว่า ระบบเอนโดเมียนดา (Encomiendas System) โดยแบ่งเขตปกครองเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ผู้ปกครองมีอำนาจในการเก็บภาษี ควบคุมแรงงาน และทำประโยชน์ให้แก่ราชการ โดยขึ้น ตรงกับข้าหลวงใหญ่สเปนในมะนิลา บาทหลวงมีบทบาทสำคัญร่วมกับข้าราชการสเปนในการปกครองชาวฟิลิปปินส์ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ขบวนการชาตินิยมในฟิลิปปินส์ ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องเอกราช แต่สเปนก็ปราบขบวนการชาตินิยม จนกระทั่งสเปน แพ้สงครามกับสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์จึงตกต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2341 ที่อเมริกาเข้าปกครอง สหรัฐต้องการให้ฟิลิปปินส์ได้รับเอกราชภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย และให้ชาวฟิลิปปินส์เรียนรู้วิธีการปกครองตนเองทีละน้อย เช่น การออกกฎหมายปกครองฟิลิปปินส์ตามรูปแบบ
ในระยะแรกของสหรัฐอเมริกา การกำหนดรูปแบบการเลือกตั้งท้องถิ่นและจังหวัด เป็นต้น ชาวฟิลิปปินส์มีโอกาสออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกใน พ.ศ. 2450 และได้มีการปรับปรุงคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง วิธีการเลือกตั้ง และดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากขึ้น มีผลทำให้เกิดขบวนการชาตินิยมในฟิลิปปินส์ เพื่อเรียกร้องเอกราชที่สมบูรณ์ต่อไป
4. การปกครองของอังกฤษในพม่า
หลังจากอังกฤษได้พม่าเป็นอาณานิคม ใน พ.ศ. 2492 แล้วปกครองพม่า โดยรวมเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดีย เพื่อสะดวกในด้านการบริหาร มีข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำพม่า ขึ้นตรงต่อข้าหลวงใหญ่ที่อินเดีย ใช้กฎหมายปกครองพม่าเช่นเดียวกับอินเดีย โดยยกเลิกสถาบันกษัตริย์และการปกครองท้องถิ่น ก็ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลปกครองโดยตรง ยกเลิกวัฒนธรรมและสังคมเก่าของพม่า รวมทั้งสถาบันการศึกษาและสถาบันศาสนา ชาวพม่าไม่มีสิทธิ์ในการเข้ารับราชการแต่อย่างใด
ปกครองชนกลุ่มน้อย เป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษโดยตรง ได้แก่ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง คะฉิ่น เป็นต้น การแบ่งนี้เป็นผลทำให้ชนกลุ่มน้อยต้องการเป็นอิสระจากพม่าในภายหลัง
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษได้ปรับปรุงการปกครองให้ดีขึ้น คือ
ให้ชาวพม่ามีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น มีเสรีภาพในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่นโยบายที่สำคัญ เช่น การต่างประเทศ ทหาร และการศาล ยังอยู่ในความควบคุมของอังกฤษ แต่พม่ายังคงต้องการแยกตัวออกจากอินเดีย และเป็นประเทศเอกราชที่สมบูรณ์ จึงเกิดขบวนการชาตินิยมขึ้นหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง จนกระทั่งอังกฤษยอมออกกฎหมายปกครองอินเดียฉบับใหม่ โดยแยกพม่าออกจากอินเดีย ส่วนขบวนการกู้ชาติของพม่าก็ดำเนินการเรียกร้องเอกราชต่อไป
5. การปกครองของอังกฤษในมลายู
การปกครองมลายูมีหลายรูปแบบ ต่างจากการปกครองพม่าและอินเดีย เนื่องอาณานิคมนี้ได้มาจากการเจรจาตกลงแบ่งเขตอิทธิพลกับฮอลันดา ด้วยการทำสนธิสัญญากับไทย อังกฤษได้สร้างความเจริญให้แก่มลายู ในด้านการปกครอง สังคมและ เศรษฐกิจ ทำให้ชาวมลายูได้รับความสะดวกสบาย และสงบสุขมากกว่าเดิม ขบวนการชาตินิยมในมลายู จึงเกิดขึ้นช้ากว่าในดินแดนอื่นๆ แต่ก็ยังมีขบวนการชาตินิยม ทำสงครามกองโจรต่อต้านอังกฤษ ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศ เนื่องจากมีพลเมืองประกอบด้วยชนชาติ และนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน ทำให้อังกฤษต้องใช้วิธีการปกครองและใช้กำลังเข้าควบคุม ให้ประชาชนอยู่ในความสงบ จนกระทั่งในที่สุดอังกฤษได้แบ่งการปกครองออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
1. สเตรท เซทเทิลเมนท์ มีข้าหลวงปกครองโดยตรง ได้แก่ ปีนัง มะละกา สิงคโปร์ โปรวินส์ และเวสลีย์
2. สหพันธรัฐ ประกอยด้วย เประ ปะหัง สลังงอ และเนกรีเซมบิลัน ซึ่งมีสุลต่านเป็นประมุข มีข้าหลวงอังกฤษเป็นที่ปรึกษางานของรัฐบาล
3. รัฐนอกสหพันธ์ ได้แก่ ไทรบุรี เคดะห์ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส แ ละ ยะโฮร์ อยู่ในฐานะรัฐในอารักขาของอังกฤษ
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น