วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่4

บทความที่ 6

ลักษณะภูมิอากาศ
            เนื่องจากเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ ในทรอปิก หรือ เขต ร้อน  โดยอยู่ระหว่างละติจูดที่ 10องศา ใต้ ขึ้นไป จนถึง ละติจูดที่ 28 องศาเหนือ ดังนั้น จึงทำให้ภูมิภาคนี้มีอุณหภูมิสูง และอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี  ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น มาเลเซีย  สิงคโปร์ อินโดนีเซีย  และบูรไน    จะมีฝนตกตลอดทั้งปี    ประเทศที่อยู่ห่างไกลเส้นศูนย์สูตร เช่น ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามและ ฟิลิปปินส์   จะมีฤดูฝน สลับกับฤดูแล้ง    ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากอิทธิพล ของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้  ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง กันยายน  ลมมรสุมจะพัดผ่านมหาสมุทรอินเดีย นำฝนมาตกในแผ่นดินใหญ่   และ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ  ช่วงเดือนตุลาคม ถึง มกราคม พัดผ่านประเทศจีนลงมา ยังภูมิภาคนี้ ทำให้ มี อากาศเย็นและแห้งแล้ง   ยกเว้น เขตทางใต้  คือ บริเวณภาคใต้ของไทย  คาบสมุทรมลายู   เกาะสุมาตรา บอร์เนียว ชวา และหมู่เกาะฟิลิปปินส์  ซึ่งมีฝนตกชุกตลอดปี   ดังนั้น ภูมิอากาศทั่วไป มีทั้งร้อนอบอ้าว   ฝนตกชุกและชุ่มชื้น 
   นอกจากนี้ ยังมีลมที่มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศในภูมิภาคนี้ คือ ลมพายุ  ที่เกิดขึ้นทุกปี บริเวณน่านน้ำทางตะวันออก ได้แก่ บริเวณทะเลจีนใต้   ลมพายุที่พัดผ่านภูมิภาค  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี  ประเภท        วัดตามอัตราความเร็วลม   คือ พายุ ดีเปรสชั่น  พายุโซร้อน และ พายุใต้ฝุ่น  พายุ เหล่านี้จะทำให้เกิดฝนตก  ทำความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชากรที่อาศัยในบริเวณที่มีพายุพัดผ่าน  เช่น น้ำท่วมฉับพลัน    ลมแรง  ประเทศที่ได้รับความเสียหายมากกว่าประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เนื่องจากอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดพายุ และมีมีสิ่งป้องกันพายุได้ทันเมื่อพายุมาถึง
สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมและสังคม 
ลักษณะประชากร     มีหลายเชื้อชาติอยู่รวมกัน คือ
1.       ออสตราลอยด์  อาศัยอยู่ในหมู่เกาะ  แหลมมลายู  หมู่เกาะอินโดนีเซีย นิวกินี 
จนถึงออสเตรเลีย    มีรูปร่างเตี้ย ผิวดำ  ผมหยิก จมูกใหญ่
2.      นิโกรลอยด์  อพยพเข้ามาในขณะที่พวก ออสตราลอยด์  มีความเจริญ แล้ว  มี
ลักษณะ ผิวดำ จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา ผมหยิก  ปัจจุบันอยู่ใน เปรัค  กลันตัน ในมาเลเซีย
3.      เมลานีซอยด์ สันนิษฐานว่าเป็นเผ่าผสม ระหว่าง นิโกรลอยด์  และ ออสตราลอยด์ 
ปัจจุบัน ไม่มีอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ อยู่ในหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะนิวกินี ออสเตรเลีย
4.      มองโกลอยด์  อพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชีย เข้ามาบนผืนแผ่นดินใหญ่   
ประชากรส่วนใหญ่ ได้แก่ ไทย มอญ เขมร ลาว


จากลักษณะภูมิศาสตร์  การอพยพของชนเผ่าต่างๆ ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างเผ่าพันธ์  จน แยกกันไม่ออก นอกจากนี้ยังมีการอพยพ ของจีน และอินเดีย เข้ามาประกอบอาชีพค้าขาย และนำขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของตนเข้ามาเผยแพร่   ทำให้ ภูมิภาคนี้มีประชากร หนาแน่น  ในเมืองใหญ่ และ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่สมบูรณ์และเขตภูเขาไฟ โดยประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการค้า   เมื่อประชากรมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาสังคมและ เศรษฐกิจตามมา
ลักษณะสำคัญทางภาษา
เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม อยู่รวมกัน  จังทำให้มีภาษาพูดและเขียนแตกต่างกัน  นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งตระกูลภาษาไว้ดังนี้
            1.ภาษามาลาโย – โพลีนีเชียน  พูดกัน ในแหลมมลายู หมู่เกาะอินโดนีเซีย และ ภาษาตากาลอต  ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์
            2.  ภาษาออสโตร- เอเชียติก  ได้แก่ ภาษามอญ  เขมร เวียดนาม
            3.  ภาษาทิเบโต- ไชนิส   ได้แก่ ภาษาพม่า ไทย
            4.  ภาษาอื่นๆ ได้แก่ ฮินดี จีน อาหรับ อังกฤษ ใช้เป็นภาษาในการติดต่อกับต่างประเทศ และการศึกษา นอกจากนี้ ภาษาจีน ก็เป็นภาษาที่มีความสำคัญในภูมิภาคนี้ในวงการค้าด้วย
            อิทธิพลของอารยธรรมภายนอกที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เนื่องจากการค้าระหว่างอินเดีย จีน และ อาหรับ   ต้องเดินทางผ่านภูมิภาคนี้  จึงทำให้ดินแดนแถบนี้เป็นสถานท แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชนชาติต่างๆ และการได้รับอารยธรรมจากพ่อค้าต่างชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน และทำการค้า ได้แก่
1.       อารยธรรมอินเดีย   ที่เข้ามาเผยแพร่  ได้แก่ กฎหมาย อักษรศาสตร์  ศาสนา ภาษา
ขนบธรรมเนียมประเพณี  การปกครอง การเกษตร ฯ  การรับอารยธรรมเป็นแบบปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมเดิม  ศาสนา ที่เข้ามาเผยแพร่ ได้แก่ ศาสนาพุทธ พราหมณ์  เข้ามาราวพุทธศตวรรษที่  หลักศาสนาพราหมณ์ คือ  นับถือเทพเจ้าต่างๆ เช่น พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ บูชาวัว และศิวลึงค์
ศาสนาพุทธ มี นิกาย คือ นิกายมหายาน และ หินยาน  เดิมประชากรนับถือนิกายมหายาน นับถือพระโพธิสัตว์ และพระพุทธรูปปางจ่างๆ ต่อมาเสื่อมลง แต่ นิกายหินยาน  เป็นที่แพร่หลาย  จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา
      ด้านการปกครอง  แบบเทวราชาตามคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ ทำให้กษัตริย์มีอำนาจมาก การประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของกษัตริย์ เป็นแบบศักดิ์สิทธิ์  ยังใช้คัมภีร์ของพระมนูธรรมศาสตร์  เป็นหลักในการปกครอง
      ด้านอักษรศาสตร์ ได้แก่ วรรณคดี  ภาษาสันกฤต บาลี  ภาษาสันกฤต เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่โบราณ จนเป็นภาษาราชการในปัจจุบัน ในอาณาจักรต่างๆ  วรรณกรรมอินเดียที่มีอิทธิพล คือ มหากาพย์รามายณะ  มหากาพย์มหาภารตะ  และชาดก
ศิลปกรรม ที่เน้นเรื่องศาสนา ได้แก่ งานประติมากรรม สถาปัตยกรรม การแกะสลัก การปั้นรูป  การปั้นพระพุทธรูป  ภาพวาดฝาผนัง การก่อสร้างโบสถ์วิหาร
      อารยธรรมอินเดีย เจริญในราชสำนักและในหมู่คนชนชั้นสูง มากกว่าสามัญชน  โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ส่วนศาสนาพุทธเน้น ความเสมอภาค เป็นที่ยอมรับสามัญชนและคนชนชั้นสูง 


2.      อารยธรรมจีน   จีนเข้ามาติดต่อค้าขายในภูมิภาคตั้งแต่สมัยโบราณ และเข้ามามี
อิทธิพลทางด้านการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ  แต่มีไม่มากเท่าอินเดีย
            ทางด้านการเมือง  จีนเป็นมหาอำนาจ  อาณาจักรต่างๆ ต้องส่งเครื่องบรรณาการให้จีน  ปี ต่อครั้ง  เพื่อให้จีนคุ้มครองจากากรรุกรานของอาณาจักรอื่น
ทางด้านเศรษฐกิจ  จีนทำการค้ากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  สินค้าสำคัญ ได้แก่  ผ้าไหม  เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น  การค้ากับจีนทำให้อาณาจักรที่เป็นเส้นทางผ่านมีความเจริญมั่งคั่งขึ้น
      ทางด้านวัฒนธรรม  อิทธิพลด้านนี้มีน้อยมาก ยกเว้นเวียดนามที่เคยตกเป็นเมืองขึ้น ได้รับวัฒนธรรมจีนไว้มาก เช่น การนับถือลัทธิขงจื้อ  ลัทธิเต๋า ประเพณีการแต่งกาย  การทำศพ และการใช้ชีวิตประจำวัน 
3.      อารยธรรมอาหรับ  ในราวพุทธศตวรรษที่ 18   ศาสนาอิสลามจากตะวันออกกลา
ได้เผยแพร่เข้ามาในอินเดีย ทำให้ชาวอินเดียหันมานับถือศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะพ่อค้าจากอินเดียตอนใต้  ซึ่งติดต่อค้าขายในหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่เป็นประจำ  ได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่  ผุ้นำทางการเมืองของรัฐในหมู่เกาะต่างๆ  ต้องการต่อต้านอำนาจทางการเมืองของ อาณาจักรมัชปาหิต  อาณาจักรฮินดูบนเกาะชวา  ซึ่งกำลังแผ่อำนาจอยู่  จึงหันมานับถือศาสนาอิสลาม  เพราะให้ประโยชน์ในการสร้างอำนาจทางการเมือง  กล่าวคือ ผู้นำรัฐนอกจากจะเป็นประมุขทางการเมืองและยังเป็นประมุขทางศาสนาด้วย และยังเป็นประโยชน์ทางการค้ากับพ่อค้ามุสลิม  ตามหลักศาสนาอิสลาม ที่ว่าทุกคนที่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นพี่น้องกันต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ทำให้ศาสนาเป็นที่นิยมของกษัตริย์ และชาชั้นสูง  เพราะศาสนาอิสลามที่เข้ามาเผยแพร่ได้ปรับให้สอดคล้องกับความเชื่อของชาวพื้นเมือง  โดยเฉพาะ ตามเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการค้า    เมืองท่าริมชายฝั่งทะเลบริเวณช่องแคบมะละกา  และในพุทธศตวรรษที่ 22  ได้มีศูนย์กลางที่อาณาจักรมะละกา จนถึงแหลมมลายู  และด้านตะวันออกของเกาะสุมาตรา จนถึงด้านตะวันตก  และทางใต้ ตามเส้นทางการค้า ทำให้ประชากรในแถบนี้ นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่  โดยเฉพาะผู้ครองแคว้น เช่น ปาหัง  ไทรบุรี  กลันตัน  ตรังกานู ปัตตานี   ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม  ทั้งที่ความเชื่อเดิมยังอยู่ เช่นการใช้พิธีการของฮินดูในราชสำนัก  แม้แต่มัสยิดยังมีสถาปัตยกรรมคล้ายฮินดู   
4.       อารยธรรมตะวันตก  ชาติตะวันตกเข้ามาในภูมิภาคนี้เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่
21  เพื่อทำการค้าและเผยแพร่ศาสนา  สินค้าที่ชาวยุโรปต้องการ ได้แก่ พริกไทย และเครื่องเทศ  ในระยะแรกความสนใจของชาวยุโรปจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณหมู่เกาะ และบริเวณชายฝั่ง  ต่อมาในพุทธศตวรรษ ที่ 23 และ 24  ความสนใจของยุโรป ขยายไปถึงดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด
            เดิมอาณาจักรต่างๆ มีความแตกต่างกันทางด้านเชื้อชาติและภาษา แต่หลังจากได้รับอารยธรรมอินเดีย จีน อาหรับ แล้ว อารยธรรมใหม่ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสาน กัน  ทำให้ประชากรในภูมิภาคมีสังคม  ขนบธรรมเนียมประเพณีที่คล้ายคลึงกัน    ยึดมั่นเป็นเอกลักษณ์ก่อนที่ชาติตะวันตกจะเข้ามา   อย่างไร ก็ตามยังคงมีการแข่งขันกันทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ  จนขาดความสามัคคี ไม่สามารถที่จะต่อต้านการขยายตัวของชาติตะวันตกได้ และในที่สุดก็ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก ซึ่งเผยแพร่อารยธรรมของตนในภูมิภาค ได้แก่  ภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี  และการดำรงชีวิต
            สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
            อาชีพที่สำคัญ
1.       เกษตรกรรม  ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ จะมีตะกอนมาทับถม ที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์
เหมาะในการเพาะปลูก  มีการทำนา ปลูก พืช ผัก ผลไม้ ได้ตลอดปี 
  เขตภูเขาไฟ  จะมีดินที่มีร่าตุสูง  ได้แก่บริเวณ เกาะสุมาตรา ชวา ฟิลิปปินส์  ผลผลิตที่ได้เพื่อการบริโภค และส่งเป็นสินค้าออก
2.      การทำป่าไม้   ในภูมิภาคนี้มีไม้นานาชนิด   ประชากรจึงมีอาชีพเก็บของป่า  ทำป่าไม้ 
และนำไม้มาใช้ประโยชน์ เช่น การสร้างที่อยู่อาศัย เครื่องเรือน ฯ ไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้ รัง ไม้มะค่า ไม้ แดง  ไม้ยาง  เป็นสินค้าออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ  นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยป้องกันน้ำท่วมและเป็นที่พักผ่อนด้วย
                                              การทำป่าไม้ในอินโดนีเซีย
3.      การเลี้ยงสัตว์  จะทำคู่กับการเกษตรกรรม  และการทำป่าไม้  เพราะ ต้องใช้แรงงานสัตว์
เช่น โค กระบือ ม้า ช้าง เป็นต้น  สัตว์ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารและส่งเป็นสินค้าออก ได้แก่ แพะ แกะ เป็ด ไก่ สุกร  สัตว์มักเลี้ยงในที่ราบ
4.      การประมง  มีการทำประมง ประเภท ได้แก่ การประมงน้ำจืด ทำบริเวณ แม่น้ำลำ
คลอง  การประมงน้ำเค็ม จะทำบริเวณชายทะเล  ทะเล มหาสมุทร   มีการทำประมงมากบริเวณ อ่าวไทย ทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล  ประเทศที่มีการประมงมาก ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย   ปัจจุบันมีการทำประมง เพื่อการค้า และส่งออกในรูปแบบแช่แข็ง และแปรรูป
5.      การทำเหมืองแร่   แร่ที่ทำรายได้มากในภูมิภาคนี้ได้แก่ แร่ดีบุก น้ำมัน เหล็ก พลวง ทองแดง  ทังสเตน เป็นต้น มีมากในมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย เป็นสินค้าส่งออก
6.      การทำอุตสาหกรรม  มีการทำอุตสาหกรรมในครัวเรือน ที่เรียกว่า หัตถกรรม  มากกว่า
อุตสาหกรรมขนาดใหญ่    เช่น การทอผ้า เครื่องถม เครื่องจักรสาน เครื่องเขิน เครื่องปั้นดินเผา การทำร่ม   โดยอาศัยวัตถุดิบในประเทศ  ทีแสดงถึง ศิลปวัฒธรรมประจำชาติและเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมขนาดเล็ก  ที่ใช้เครื่องจักรช่วย เช่น โรงงานน้ำปลา ไม้ขีดไฟ โรงเลื่อย โรงสีข้าว ฯ อุตสาหกรรมเบา เช่น อุตสาหกรรมทอผ้า  แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร   เครื่องใช้ไฟฟ้า  เครื่องหนัง อัญมณี   เซรามิก และ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  ที่นำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ผลจากที่รัฐบาลมีนดยบายส่งเสริมการท่องเที่ยงทำให้บางประเทศกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs: Newly Industrailized Countries) ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์

7.      การพาณิชยกรรม   มีการส่งสินค้าออก ในภูมิภาคนี้ ได้แก่  วัตถุดิบ และ สินค้า
สำเร็จรูป  คือ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ อัญมณี  เครื่องหนัง แผงวงจรไฟฟ้า  ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ข้าวเจ้า ยางพารา น้ำตาล ไม้เนื้องแข็ง มันสำปะหลัง  แร่ต่างๆ เช่น ดีบุก น้ำมัน สังกะสี    นอกจากนี้ยังมีสินค้าหัตถกรรม   ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล รถยนต์  และ ยารักษาโรค  ประเทศที่อยู่ติดทะเล จะมีความเจริญทางด้านการค้า เนื่องจาก ที่ตั้งอยู่ริมทะเล เป็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญ สะดวกแก่การติดต่อ และมีท่าเรือขนถ่ายสินค้า
8.      การคมนาคม   มีทั้งทาง บก ได้แก่  ทางรถยนต์ รถไฟ  ระหว่างเมือง ระหว่างประเทศ
และภูมิภาค เช่น ถนนสาย R 3 a  ถนนสายเอเชีย    
ทางน้ำ   มีการคมนาคมระหว่างเมือง   ประเทศและ ภูมิภาค มีการใช้เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เช่น บริเวณช่องแคบมะละกา บริเวณช่องแคบมะละกา ระหว่างประเทศสิงคโปร์กับ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ ยังมีการคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำโขง จากไทย ถึงจีน ด้วย

ทางอากาศ  มีสายการบินในระดับภูมิภาค และระดับโลก  มีท่าอากาศยานที่ใหญ่และทันสมัย อำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจ พ่อค้า นักท่องเที่ยว ได้แก่ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่4

บทความที่ 5

            ลักษณะภูมิประเทศ
            เป็นแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ  ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   เปรียบเสมือนกำแพงที่แบ่งมหาสมุทร อินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ออกจากกัน   โดยมีช่องแคบเล็กๆ 4 แห่ง เป็นช่องทางติดต่อกันระหว่างมหาสมุทรทั้ง สอง  คือ ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา  ช่องแคบลอมบอก  และช่องแคบมาคัสซาร์  นอกจากนี้ เอชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นเสมือน สะพานเชื่อมระหว่างเอเชีย กับ ออสเตรเลียอีกด้วย
            ลักษณะภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย ภูเขา แม่น้ำ ช่องแคบ ป่าทึบ  และเกาะต่างๆ แบ่งออกเป็น ส่วน
1.       แผ่นดินใหญ่  มีเนื้อที่ประมาณ 807,0001 ตารางไมล์   ประกอบด้วยที่ราบลุ่ม
แม่น้ำ  ซึ่งอยู่ระหว่างเทือกเขา  ที่ทอดตามแนวเหนือใต้    ได้แก่เทือกเขา  อาระกันโยมา อยู่ทางทิศตะวันตกของพม่า เทือกเขาเปกูโยมา  เป็นเทือกเขาเล็กๆ ทางภาคตะวันออกของ เทือกเขา  อาระกันโยมา  ถัดมา คือ เทือกเขา ตะนาวศรี กั้นพรมแดนระหว่างไทยกับพม่า   เทือกเขา  ดงพญาเย็น   แดนลาว   เทือกเขา  อันนัม   ในเวียดนาม    เขต เขาเหล่านี้ เป็นป่าทึบ  มีโรคมาลาเรียชุกชุม   มีแร่ธาตุต่างๆ ไม่มากนัก จึงมีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อย  มีประชากรน้อยกว่าเขตอื่น  ส่วนใหญ่ประชากรประกอบอาชีพทำป่าไม้ บางที่เป็นที่อยู่ของพวกชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่เรียกว่า ชนกลุ่มน้อย มักมีความเจริญล้าหลัง  นับถือโชคลาง  ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ  ตลอดจนภูตผีต่างๆ
บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสำคัญ คือ 
  แม่น้ำอิระวดี  อยู่ระหว่างเทือกเขาอาระกันโยมา และเทือกเขาเปกูโยมา   ที่ราบลุ่มแม่น้ำสาละวิน อยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน   ถัดมาทางตะวันออก มีที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  อยู่ระหว่างเทือกเขาตะนาวศรี กับ เทือกเขาดงพญาเย็น     ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง อยู่ระหว่างไทย กับ ลาว  ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีบริเวณพื้นที่ถึง เขมรและเวียดนามตอนใต้   และที่ราบลุ่มแม่น้ำแดงในเวียดนามตอนเหนือ  เป็นบริเวณที่มาความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำการเกษตรกรรม เป็นที่ตั้งของชุมชนในสมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน    มีอารยธรรมเก่าแก่ ในอดีต ได้แก่  อาณาจักรพยู หรือ พม่า อยู่บนที่ลุ่มแม่น้ำอิระวดี  อาณาจักรสุโขทัยและ อาณาจักรอยุธยา อยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  อาณาจักรกัมพูชา อยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง  และอาณาจักรเวียดนามอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง 
2.      เขตหมู่เกาะใหญ่  มีประมาณ 10 เกาะ มีเนื้อที่ประมาณ 915,000 ตารางไมล์ 
สภาพทางภูมิศาสตร์ มีลักษณะเป็นวงโค้งใหญ่  2  แห่ง  คือ โค้งซุนดา  ได้แก่ เกาะ สุมาตรา ชวา ซุนดาน้อย (ประกอบด้วยเกาะขนาดเล็ก ได้แก่ เกาะบาหลี ลอมบอก ซุมบาวา ฟลอเรส และติมอร์) และ โค้งที่  คือ
เซอร์คัมออสเตรเลีย  ประกอบด้วยหมู่เกาะ ฟิลิปปินส์  บอร์เนียว   เซลีเบส  โมลุกะ   ดินแดนเหล่านี้ถูกกันออกจากกันด้วยทะเล    ทำให้การคมนาคม ต้องใช้เรือเป็นหลัก  ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ค้าขาย  เกาะเหล่านี้เป็นที่พักของเรือสินค้าต่างประเทศ  ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งการค้าและเป็นทางผ่านของพวกพ่อค้านานาชาติที่เข้าไปทำการค้ากับจีน และอินเดีย     จึงเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม ศาสนา ของชาติต่างๆ 

    ในฟิลิปินส์และอินโดนีเซีย  มีภูเขาไฟจำนวนมาก  ทั้งที่ดับแล้วและยังคุกรุ่นอยู่    โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย  เขตภูเขาไฟเป็นเขตที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์  เช่น สังกะสี ตะกั่ว เงิน ทอง เหล็ก ทังสเตน เป็นต้น  มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น  เป็นแหล่งเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ด้วย

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่4

บทความที่ 4

การเข้ามามีอิทธิพลของชาติตะวันตกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การที่ประเทศในยุโรป มีความเจริญทางด้านวิทยาการสมัยใหม่ และการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ เป็นเหตุให้มีการสำรวจทางทะเล  และค้นพบเส้นทางการเดินเรือ จากยุโรป  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการเพิ่มจำนวนประชากร ในยุโรป ประกอบกับ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร  เป็นเหตุจูงใจที่ทำให้ประเทศตะวันตกแข่งขันกันเข้ายึดครองประเทศเป็นอาณานิคม
การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก มีจุดประสงค์เพื่อ ผลประโยชน์ทางการเมือง รัฐบาลสนับสนุนบริษัทที่ทำการค้าให้มีอิทธิพลทางการเมือง เพื่อเข้าครอบครองดินแดนที่ทำการค้าด้วย ยุคนี้เรียกว่า ยุคจักรวรรดินิยม  ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด   ตกเป็น อาณานิคมของชาติตะวันตก  ยกเว้นประเทศไทย    ชาติตะวันตกที่เข้ามาในภูมิภาคนี้ ได้แก่
1.       โปรตุเกส   มีจุดมุ่งหมาย ที่สำคัญ คือ  การค้าเครื่องเทศ  และการเผยแพร่ศาสนา
คริสต์     เป็นชาติแรกที่ทำการสำรวจทางทะเล  เพื่อหาเส้นทางการค้าด้านฝั่งตะวันออก  โดยมี วาสโก ดากามา  ได้เดินทางมาถึงเมือง กาลิกัต  ในอินเดีย  เมื่อ พ.ศ.  2041  โปรตุเกสพยายามกำจัดพ่อค้าชาวอาหรับ  โดยพยายามยึดเมืองท่าต่างๆ ไว้สำหรับทำการค้า และเป็นที่จอดพักเรือ  และได้ยึดเมืองกัว ของอินเดีย เป็นอาณานิคมแห่งแรก  เมื่อ พ.ศ.2053  แล้วเข้าดจมตีเมืองเอเดนและเมืองเฮอร์มุซ ของพวกอาหรับได้สำเร็จ  โปรตุเกสไม่ต้องการดินแดนใหม่เป็นอาณานิคม ที่ถาวรแต่อย่างใด แต่ต้องการสถานีการค้าริมทะเล  เพื่อประโยชน์ทางการค้า จากอินเดียไปจีน   เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  และในปี พ.ศ.  2054   ได้เข้ายึดมะละกา  ทำให้สามารถผูกขาดการค้าเครื่องเทศและสินค้าอื่นๆ  ตลอดจนเป็นฐานทัพ และเมืองท่าสำหรับติดต่อค้าขายกับประเทศอื่นๆ  พ.ศ.  2100  ได้เข้ายึดมาเก๊า  ทางฝั่งทะเลจีนใต้  เพื่อเป็นสถานีการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และยึดติมอร์ ที่อยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา   การค่าโปรตุเกส เจริญรุ่งเรืองมาก สมารถผูกขาดภายการค้าเครื่องเทศในหมู่เกาะอินดิสตะวันออกได้     ต่อมาได้เผยแพร่ศาสนาในภูมิภาคนี้  ยกเว้นฟิลิปปินส์   ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสเปน     โปรตุเกส เป็นชาติแรกที่นำวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาเผยแพร่   และเสื่อมอำนาจไปเมื่อชาติตะวันตกอื่นๆ เข้ามาแข่งขันค้าขาย  และมีอำนาจในการเดินเรือมากกว่า เช่น ฮอลันดา อังกฤษ  ทำให้โปรตุเกสต้องเสียอิทธิพลทางการค้า และฮอลันดาได้เข้าครอบครองมะละกาแทน ใน พ.ศ. 2184 
เรือของโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายกับเมืองมะละกาในสมัยนั้น
2.      สเปน    ในขณะที่โปรตุเกสทำการสำรวจซีกโลกตะวันออก  สเปน ได้ทำการสำรวจ
ซีกโลกตะวันตก  โดยมี เฟอร์ดินาน  แมกเจลแลน  ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกกลม  เขาเดินเรือจากตะวันตกของยุโรปผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกมาถึงหมู่เกาะเซบู ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์  แต่ถูกชาวพื้นเมืองฆ่าตายที่เกาะ แม็กตัน  ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆใกล้เกาะเซบู  ลูกเรือชื่อ ฮวนเซบาสเตียน  เดลคาโน ได้คุมขบวนเรือเดินทางรอบโลกได้สำเร็จ  ต่อมาวิลลา โลโบส  ได้เดินทางมายังหมู่เกาะนี้ ใน พ.ศ. 2085 และให้ชื่อหมู่เกาะนี้ว่า ฟิลิปปิน    เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าชาย ฟิลิป องค์รัชทายาทของสเปน ต่อมา เลกาสปี  ได้เข่ายึดครองหมู่เกาะเซบู  ในพ.ศ. 2108  และประกาศเป็นอาณานิคมของสเปน  สเปนได้นำวัฒนธรรมของตนเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนนี้ โดยเฉพาะการปกครอง ศาสนา  มีมะนิลาเป็นเมืองหลวง ตั้งอยู่บนเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุด  อิทธิพลของสเปนที่เห็นได้ชัด คือ ศาสนาคริสต์  อันเป็นผลงานของมิชชันนารี หลังจากนั้น สเปนพยายามเข้ายึดครองอาณานิคมของโปรตุเกส จนกระทั่งมีเรื่องขัดแย้งกันกับฮอลันดาในเวลาต่อมา
เฟอร์ดินาน แมเจนแลนด์ ผู้สำรวจเส้นทางเดินเรือไปหมู่เกาะฟิลิปปินส์ โดยผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก
3.      ฮอลันดา   เป็นชาติที่มีความสามารถในการต่อเรือ  ฮอลันดาเดิม เคยอยู่ภายใต้
อำนาจของสเปน สามารถปลดแอกจากสเปน ได้สำเร็จ พ.ศ. 2111 จึงทำการค้ากับประเทศต่างในยุโรปเหนือ โดยผ่านทางเมืองลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส   จนกระทั่ง สเปน และโปรตุเกส ประกาศว่า ไม่ยอมให้ฮอลันดาทำการค้าด้วย   ทำให้ฮอลันดาต้องเปลี่ยนทิศทาง มายังหมู่เกาะเครื่องเทศ โดยมีจุดประสงค์  ที่จะทำการค้า เครื่องเทศกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ไม่คิดทำการเผยแพร่ศาสนาคริสต์   เช่นเดียวกับ สเปนและโปรตุเกส  ฮอลันดาสนใจการค้ามากกว่าเข้าปกครอง ดินแดน นั้น มีบริษัทการค้ามากมาย  ใน พ.ศ. 2145  บริษัทการค้าของฮอลันดาประมาณ50 บริษัท  ได้รวมตัวกันจัดตั้ง บริษัท อินดิสตะวันออก ของฮอลันดา นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบอาณานิคมสมัยใหม่ ที่อาศัยการค้าเป็นสำคัญ  เป็นบริษัทกึ่งราชการ มีอำนาจทางการค้า การเมือง การปกครอง  การตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่างๆ ตลอดจนการทำสงคราม และการทำสนธิสัญญา  มีการสร้างป้อมปราการและมีกองทัพประจำบริษัท บริษัทฮอลันดาได้เปรียบกว่าบริษัทของชาติต่างๆ ในเวลานั้น   พ.ศ. 2162  ฮอลันดาได้เข้ายึดครองเมืองปัตตาเวีย (จาร์กาตาร์ในปัจจุบัน)  ในเกาะชวา และในพ.ศ.  2184  ได้เข้ายึดครองมะละกาของโปรตุเกส  ต่อมาไปทำการค้าในเกาะชวา  สุมาตรา  หมู่เกาะ  โมลุกกะ  เกาะบอร์เนียว  เซลีเบส   ตลอดจนแหลมมลายู 
    การที่มีอำนาจผูกขาดในหมู่เกาะอินดีสตะวันออก  ในขณะที่ชาวพื้นเมือง  รบพุ่งกันอยู่ได้เปิดโอกาสให้ฮอลันดา เข้าแทรกแซงกิจการภายใน และขยายอิทธิพลของตนได้สะดวกขึ้น  ต่อมาบริษัทเสื่อมลงเนื่องจาก เกิดการฉ้อโกงในบริษัท  เจ้าหน้าที่ของบริษัท  ทำการค้าขายส่วนตัว  ทำให้บริษัทขาดทุนมีหนี้สินมาก  รัฐบาลจึงยุบบริษัทและเข้าปกครองหมู่เกาะอินดีสตะวันออกโดยตรง
4.      อังกฤษ  เริ่มสนใจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้    ภายหลังจากการเดินทาง
รอบโลก  ของ เซอร์ ฟรานซิส เดรก( Sir Francis Drake)  และได้จัดตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกของตนแข่งกับฮอลันดา เพื่อ ผลประโยชน์ทางการค้าในหมู่เกาะอิสดีสตะวันออก แต่อการลงทุน และระยะเวลาที่เข้ามามีน้อยกว่าฮอลันดา
  อังกฤษได้เข้ามาตั้งบริษัทอิสเดียตะวันออกของตน  เพื่อทำการค้าระหว่างจีนกับอินเดีย  เมื่อการค้าก้าวหน้าขึ้น อังกฤษจึงต้องการดินแดนริมฝั่งทะเล  เพื่อเป็นสถานีการค้าและเป็นฐานทัพ  เรือของตน  อังกฤษจึงสนใจมลายู และได้ดำเนินการเป็ฯขั้นตอนเพื่อเข้าครอบครองมลายู คือ ในพ.ศ.  2329  อังกฤษ ได้ดำเนินการขอเช่าเกาะปีนังจากเจ้าเมืองไทรบุรี ซึ่งเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทยเวลานั้น    ต่อมาได้ขอเช่าไทรบุรี  ใน พ.ศ.  2345  และให้ชื่อว่า  “โพรวินส์  เวสลีย์  “  (Province  wellsley )  และในพ.ศ.  2362  ได้เจรจาขอเช่าเกาะสิงคโปร์  จากสุลต่านรัฐยะโฮร์  ซึ่งดินแดนดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของฮอลันดามาก่อน  อังกฤษจึงต้องเจรจากับฮอลันดา ตกลงทำ “ สนธิสัญญาลอนดอน “ เมื่อ พ.ศ. 2367  สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นการแบ่งอิทธิพล ระหว่างอังกฤษกับฮอลันดา  คือ  ฮอลันดาได้ครอบครองหมู่เกาะอินเดียตะวันออก  ในขณะที่อังกฤษครอบครองมะละกา  ซึ่งเป็นของฮอลันดามาก่อน    และอังกฤษต้องถอนตนออกจากเกาะสุมาตรา   หลังจากนั้น อังกฤษได้รวมปีนัง สิงคโปร์  และมะละกาเข้าด้วยกัน  เรียกว่า “ สเตรทส์  เซทเทิลเมนส์ “(  Strait Seetlements)  อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษ  หลักจากที่อังกฤษเข้ายึดอินเดีย เป็นอาณานิคมใน พศ. 2401  แล้ว  อังกฤษก็ให้ความสนใจดินแดนในแหลมมลายูมากขึ้น  โดยเข้าไปรักษาความสงบและเข้าแทรกแซงกิจการภายในของรัฐต่างๆ  จนเป็นอาณานิคมได้สำเร็จ  รวมทั้งการเจรจาทำสนธิสัญญากับไทยในสมัยพระบาทสวมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.             2452  เพื่อขอไทรบุรี    กลันตัน ตรังกานู  และปะลิส  ซึ่งเป็นของไทยมาก่อน  โดยอังกฤษจะยอมเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต  และให้รัฐบาลไทยกู้เงิน ล้านปอนด์  เพื่อสร้างทางรถไฟสายใต้
     หลังจากที่อังกฤษ ได้ครอบครองดอนแดนในแหลมมลายูแล้ว  อังกฤษได้ครอบครองดินแดนอื่นๆ  คือ บอร์เนียว เมื่อ พ.ศ. 2423  บรุไนส์ พ.ศ.  2431  และพม่า ในพ.ศ.  2429  โดยที่อังกฤษได้ทำสงครามกับพม่าถึง ครั้ง   และได้ชัยชนะตลอด  จนพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
5.      ฝรั่งเศส   เข้ามาตั้งบริษัทอินเดียตะวันออก   เพื่อแข่งขันกับอังกฤษ ฮอลันดา  แต่ไม่
ประสบผลสำเร็จ  เพราะบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศสเป็นแบบกึ่งราชการ  มี่ทุนน้อย   ฝรั่งเศสเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มแรก คือ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ควบคู่ไปกับการค้า  โดยเริ่มเข้ามาในเวียดนาม  ในสมัยของพระเจ้านโปเลียนที่  แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2395- 2413)  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะ เวียดนามยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีเดิม  ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพเข้ายึดไซง่อน  ใน   พ.ศ. 2402  พระเจ้ากูดึก กษัตริย์  จึงต้องยอมเจรจาสงบศึกกับฝรั่งเศส ยอมเปิดเมืองท่าทำการค้าขาย และยอมให้พวกมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนาได้      
     หลังจากได้เวียดนามแล้ว  ก็หาทางเข้าครอบครองเขมร เพื่อจะได้อาศัยแม่น้ำโขงเป็นเส้นทางผ่านทำการค้ากับจีน พระเจ้านโรดม  กษัตริย์เขมร  ต้องยอมให้เขมรเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส ในพ.ศ. 2406  โดยฝรั่งเศสได้อ้างสิทธิว่าเขมรเคยเป็นเมืองขึ้นของเวียดนามมาก่อน  ดังนั้น ฝรั่งเศสก็ขยายอิทธิพลเข้าไปในลาวซึ่งเป็นประเทศราชของไทย และด้วยการสนับสนุนของ นายออกุสต์  ปาวี  รองกงศุลประจำเมืองหลวงพระบาง  ฝรั่งเศสต้องการเข้าครอบครองดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง  จนกระทั่งเกิดการปะทะกับไทย  ฝรั่งเศสจึงส่งเรือรบ ลำเข้ามายังปากแม่น้ำเจ้าพระยา ของไทย  เมื่อวันที่ 13  กรกฎาคม  พ.ศ. 2436  ไทยได้ยิงตอบโต้  แต่ไม่สามารถสกัดกั้นได้  ในที่สุดมีการเจรจาตกลงกัน  ไทยต้องยอมรับว่าดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นของฝรั่งเศส  และฝรั่งเศสได้ยึดเมืองจันทบุรี ไว้เป็นประกัน  ต่อมาใน พ.ศ. 2446  ไทยต้องยอมยกฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับจันทบุรี  ฝรั่งเศสจึงเคลื่อนทัพออกจากจันทบุรีไปยึดเมืองตราด และ ไทยต้องยอมยก เสียมราช  พระตะบอง  และศรีโสภณ ให้แก่ฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.  2449 เพื่อแลกกับเมืองตราด  จากนั้นเวียดนามกัมพูชา และลาว ที่ฝรั่งเศสเรียกว่า “ อินโดจีน “  ก็ตกเป็นของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
6.      สหรัฐอเมริกา  นับตั้งแต่ ได้รับเอกราช  ในปีพ.ศ.  2319  ได้มุ่งพัฒนาประเทศ
ทางด้านเศรษฐกิจ   สังคมและการเมือง  และปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดี  เจมส์  มอนโร( James Monroe)  ซึ่งได้ประกาศ “วาทะมอนโร “ เมื่อ พ.ศ.  2366  เป็นหลักการว่า  มหาอำนาจในยุโรป จะต้องไม่จับจองดินแดนในทวีปอเมริกาเป็นอาณานิคมของตนอีกต่อไป  และสหรัฐอเมริกา จะยึดนโยบายโดดเดี่ยว  ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศอื่น  หลีกเลี่ยงการทำสงคราม แต่จะมาติดต่อค้าขายกันได้   ด้วยเหตุนี้อเมริกาจึงไม่มีนโยบายจะยึดดินแดนในภูมิภาคอื่น  มาเป็นอาณานิคมของตนเอง  ในปลายพุทธศตวรรษที่ 24  เศรษฐกิจของอเมริกาเจริญขึ้นมาก  เนื่องจากมีทรัพยากรสมบูรณ์  ประชากรมีความรู้ความสามารถ ในการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจในยุโรป  และได้ทำการติดต่อกับประเทศต่างๆมากขึ้น  จนกระทั่งนโยบายโดดเดี่ยวเปลี่ยนไป    คือ สหรัฐอเมริกาต้องการตลาดการค้าต่างประเทศ  เพื่อเป็นแหล่งระบายสินค้า  อุตสาหกรรมของตน    ในขณะที่มหาอำนาจในยุโรปมุ่งแสวงหาอาณานิคม  เพื่อต้องการวัตถุดิบ  ระบายสินค้าอุตสาหกรรม  และระบายพลเมืองออกไป เช่นกัน 
   สหรัฐอเมริกาได้แทรกแซงสงครามกลางเมืองระหว่าง  สเปน และคิวบา  เพื่อทำลายอิทธิพลของสเปน  และช่วยให้คิวบา ประกาศเอกราชได้สำเร็จ  การที่สหรัฐประกาศสงครามกับสเปน  ใน พ.ศ.  2341  ทำให้สหรัฐอเมริกามีอิทธิพลในทะเลแคริเบียน  มากขึ้น  จนสามารถยึดหมู่เกาะฟิลิปปินส์  ซึ่งเป็นอาณานิคมของสเปนไว้ได้    ซึ่งเป็นเวลาที่ชาวฟิลิปปินส์  กำลังต่อต้านสเปน  ฟิลิปปินส์ก็ถือโอกาส ประกาศเอกราชของตน  ในเดือน มิถุนายน  พ.ศ.  2341  คณะปฏิวัติได้รับการสนับสนุนจากพวกพระ ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐฟิลิปินส์ขึ้น
       สหรัฐอเมริกา เข้ายึดครองฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ พฤษภาคม   พ.ศ.  2341  และ เห็นว่าฟิลิปปินส์ยังไม่พร้อมที่จะปกครองตนเอง จึงเข้าทำการปกครอง ฟิลิปปินส์ต่อจากสเปน  รัฐบาลฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของ เอมิลิโอ  อากินันโด (Emilio Aquinaldo)  ได้ทำการต่อต้านสหรัฐอเมริกา  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่4

บทความที่ 3


การปกครองอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มีการปกครอง รูปแบบ คือ
การปกครองทางตรง   คือ เมืองแม่จะส่งผู้สำเร็จราชการมาปกครองโดยตรง
การปกครองทางอ้อม  คือ  เมืองแม่ยอมให้เจ้าเมืองปกครองตนเองได้  แต่ต้องมีที่ปรึกษา  ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการที่เมืองแม่ส่งมา 
            การปกครอง ทั้ง รูปแบบ   เมืองแม่จะบังคับให้ชาวอาณานิคม  ปฏิบัติตนภายใต้กฎหมายและการปกครองเดียวกัน   และในบางเขตก็จะถูกรวมเป็นเขตเดียวกัน  เพื่อสะดวกในหารปกครอง  เช่น ฝรั่งเศสได้รวมเขตอาณานิคมของตน คือ เวียดนาม ลาว  เขมร  แล้วเรียกว่า อินโดจีน  อังกฤษปกครองพม่า  โดยรวมเป็นสวนหนึ่งของอินเดีย  โดยอยู่ภายใต้การปกครองของผู้สำเร็จราชการของอินเดีย  เป็นต้น  การปกครองของเมืองแม่  และการยอมรับอารยธรรมตะวันตก  ทำให้คนในภูมิภาคนี้เริ่มสำนึกถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ขาดอิสรภาพ  และต้องยุติการทำสงครามกันเอง  เกิดสำนึกในความเป็นชาติ รักพวกพ้องและรู้สึกในชาตินิยม  ไม่ต้องการอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตกอีกต่อไป
1.       การปกครองอินโดจีนของฝรั่งเศส 
ฝรั่งเศสปกครองเวียดนามโดยแบ่งการปกครองออกเป็น ส่วน คือ
1.       แคว้นโคชินไชนา   มีข้าหลวงฝรั่งเศสปกครองโดยตรง  เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
2.      แคว้นตังเกี๋ย  ปกครองแบบรัฐอารักขา มีจักรพรรดิเวียดนามปกครอง  มีศูนย์กลางที่เมืองเว้  มีที่ปรึกษาเป็นชาวฝรั่งเศส
3.      แคว้นอันนัม  ปกครองแบบรัฐอารักขา  ในพ.ศ. 2430  ฝรั่งเศสได้รวมเวียดนาม
เขมร ลาว  เข้าด้วยกัน เรียกว่า สหภาพอินโดจีน    โดยให้แต่ละประเทศมีรัฐบาลของตนเอง แต่ต้องขึ้นตรงต่อข้าหลวงฝรั่งเศสประจำฮานอย  และรับผิดชอบตามนโยบายของกระทรวงอาณานิคมของฝรั่งเศส
   ฝรั่งเศสต้องการให้ชาวอาณานิคมเรียนรู้การปกครองตนเอง  อำนาจในการปกครองจึงขึ้นอยู่กับข้าหลวงโดยตรง  ตำแหน่งสำคัญในราชการล้วนเป็นชาวฝรั่งเศสทั้งสิ้น  ชาวอาณานิคมมีส่วนร่วมในการบริหารราชการน้อยมาก  เป็นเหตุให้เกิดขบวนการชาตินิยม ทำการต่อต้านฝรั่งเศสอย่างรุนแรง
2.      การปกครองอินโดนีเซียของฮอลันดา
ฮอลันดาใช้การปกครองทางอ้อม  กล่าวคือ มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมือง
ปัตตาเวีย  ฮอลันดาต้องการสร้างจักรวรรดิทางการค้าในภูมิภาคนี้  ในด้านการปกครองมีข้าหลวงใหญ่เป็นที่ปรึกษา อินโดนีเซียจึงมีฐานะเป็นเมืองในอารักขาของฮอลันดา   ชาวอินโดนีเซียเกิดความรู้สึกชาตินิยม  และทำการเรียกร้องเอกราชภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ชาวฮอลันดาจึงเปิดโอกาสให้ชาวอินโดนีเซียได้มีส่วนร่วมในการเข้ารับราชการในตำแหน่งต่างๆ  ได้ตั้ง สภาประชาชน  ซึ่งมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง  ของชาวพื้นเมืองครึ่งหนึ่งและจากการแต่งตั้งของข้าหลวงอีกครึ่งหนึ่ง  แต่ขบวนการชาตินิยมอินโดนีเซียก็ยังคงทำการเรียกร้องเอกราชต่อไป


3.      การปกครองอาณานิคมในฟิลิปปินส์
สเปนปกครองฟิลิปปินส์ นาน ถึง 300 ปี  สเปนนำขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของตนเข้ามาเผยแพร่ไว้มาก  ทางด้านการปกครอง  ได้นำระบบศักดินาของสเปนมาใช้ เรียกว่า  ระบบเอนโดเมียนดา  (Encomiendas System)  โดยแบ่งเขตปกครองเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ผู้ปกครองมีอำนาจในการเก็บภาษี  ควบคุมแรงงาน  และทำประโยชน์ให้แก่ราชการ โดยขึ้น ตรงกับข้าหลวงใหญ่สเปนในมะนิลา  บาทหลวงมีบทบาทสำคัญร่วมกับข้าราชการสเปนในการปกครองชาวฟิลิปปินส์  มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล  ขบวนการชาตินิยมในฟิลิปปินส์ ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องเอกราช แต่สเปนก็ปราบขบวนการชาตินิยม จนกระทั่งสเปน แพ้สงครามกับสหรัฐอเมริกา  ฟิลิปปินส์จึงตกต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2341   ที่อเมริกาเข้าปกครอง  สหรัฐต้องการให้ฟิลิปปินส์ได้รับเอกราชภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย และให้ชาวฟิลิปปินส์เรียนรู้วิธีการปกครองตนเองทีละน้อย  เช่น การออกกฎหมายปกครองฟิลิปปินส์ตามรูปแบบ
      ในระยะแรกของสหรัฐอเมริกา  การกำหนดรูปแบบการเลือกตั้งท้องถิ่นและจังหวัด เป็นต้น  ชาวฟิลิปปินส์มีโอกาสออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกใน พ.ศ. 2450  และได้มีการปรับปรุงคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  วิธีการเลือกตั้ง  และดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากขึ้น  มีผลทำให้เกิดขบวนการชาตินิยมในฟิลิปปินส์  เพื่อเรียกร้องเอกราชที่สมบูรณ์ต่อไป
4.      การปกครองของอังกฤษในพม่า
  หลังจากอังกฤษได้พม่าเป็นอาณานิคม  ใน พ.ศ.  2492  แล้วปกครองพม่า โดยรวมเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดีย เพื่อสะดวกในด้านการบริหาร  มีข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำพม่า ขึ้นตรงต่อข้าหลวงใหญ่ที่อินเดีย   ใช้กฎหมายปกครองพม่าเช่นเดียวกับอินเดีย   โดยยกเลิกสถาบันกษัตริย์และการปกครองท้องถิ่น ก็ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลปกครองโดยตรง  ยกเลิกวัฒนธรรมและสังคมเก่าของพม่า  รวมทั้งสถาบันการศึกษาและสถาบันศาสนา  ชาวพม่าไม่มีสิทธิ์ในการเข้ารับราชการแต่อย่างใด
    ปกครองชนกลุ่มน้อย เป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษโดยตรง    ได้แก่ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง  คะฉิ่น เป็นต้น  การแบ่งนี้เป็นผลทำให้ชนกลุ่มน้อยต้องการเป็นอิสระจากพม่าในภายหลัง
  ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ อังกฤษได้ปรับปรุงการปกครองให้ดีขึ้น  คือ 
ให้ชาวพม่ามีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น  มีเสรีภาพในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   แต่นโยบายที่สำคัญ เช่น การต่างประเทศ  ทหาร และการศาล  ยังอยู่ในความควบคุมของอังกฤษ แต่พม่ายังคงต้องการแยกตัวออกจากอินเดีย และเป็นประเทศเอกราชที่สมบูรณ์  จึงเกิดขบวนการชาตินิยมขึ้นหลายกลุ่ม  ส่วนใหญ่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง  จนกระทั่งอังกฤษยอมออกกฎหมายปกครองอินเดียฉบับใหม่  โดยแยกพม่าออกจากอินเดีย ส่วนขบวนการกู้ชาติของพม่าก็ดำเนินการเรียกร้องเอกราชต่อไป

5.      การปกครองของอังกฤษในมลายู
 การปกครองมลายูมีหลายรูปแบบ ต่างจากการปกครองพม่าและอินเดีย  เนื่องอาณานิคมนี้ได้มาจากการเจรจาตกลงแบ่งเขตอิทธิพลกับฮอลันดา  ด้วยการทำสนธิสัญญากับไทย อังกฤษได้สร้างความเจริญให้แก่มลายู ในด้านการปกครอง สังคมและ เศรษฐกิจ  ทำให้ชาวมลายูได้รับความสะดวกสบาย และสงบสุขมากกว่าเดิม  ขบวนการชาตินิยมในมลายู จึงเกิดขึ้นช้ากว่าในดินแดนอื่นๆ แต่ก็ยังมีขบวนการชาตินิยม ทำสงครามกองโจรต่อต้านอังกฤษ ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศ  เนื่องจากมีพลเมืองประกอบด้วยชนชาติ และนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน ทำให้อังกฤษต้องใช้วิธีการปกครองและใช้กำลังเข้าควบคุม ให้ประชาชนอยู่ในความสงบ  จนกระทั่งในที่สุดอังกฤษได้แบ่งการปกครองออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 
1.       สเตรท เซทเทิลเมนท์  มีข้าหลวงปกครองโดยตรง ได้แก่ ปีนัง มะละกา  สิงคโปร์  โปรวินส์  และเวสลีย์
2.      สหพันธรัฐ  ประกอยด้วย  เประ  ปะหัง  สลังงอ  และเนกรีเซมบิลัน  ซึ่งมีสุลต่านเป็นประมุข  มีข้าหลวงอังกฤษเป็นที่ปรึกษางานของรัฐบาล
3.      รัฐนอกสหพันธ์  ได้แก่ ไทรบุรี  เคดะห์    กลันตัน  ตรังกานู  ปะลิส   แ ละ ยะโฮร์  อยู่ในฐานะรัฐในอารักขาของอังกฤษ